วันเสาร์ที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

Brain Visualization ทำไมคนเราถึงไม่ฉลาด

ผมได้แนวคิดการทำ Brain Visualization จากคุณชนัตร เลาหะวัฒนะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเมืองไทย ซึ่งท่านค้นหามาจากทางเวปไซต์ต่างๆ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากๆเลย เข้าใจง่าย เพราะเราสื่อด้วยรูปภาพ และ ความสัมพันธ์ต่างๆของรูป ผมจึงไปรวบรวมค้นหาข้อมูล หลักการทำงานของสมอง และ บทความต่างๆที่ว่าด้วยการฝึกฝนและทำอย่างไรให้ฉลาด และ สุดท้าย ผมก็ได้แสดง ความคิดเห็นและเหตุผลที่ว่าทำไมคนเราถึงไม่ฉลาด(คนไทย) ออกมาในรูปแบบของรูปภาพ ดังข้างล่าง (มีคำอธิบายใต้ภาพแต่ละภาพ) หวังว่าจะเป็นแนวคิดเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านได้ตระหนัก...


รูปนี้เป็นการแสดงออกถึง หลักการทำงานของสมอง สมองคนเราแบ่งออกเป็นสองซีก แต่ละซีกมีหน้าที่ในตัวของมันเองดังที่จะเห็นได้ในรูปภาพ ตัวอย่างของการทำงานของสมองแต่ละซีกมีการทำงานดังนี้

สมองซีกซ้าย
  • การเรียนรู้ระบบตัวเลข
  • การรับรู้ด้านภาษา
  • ตรรกะ และ เหตุผลต่างๆ
  • หลักการวิทยาศาสตร์
  • การวิเคราะห์เกี่ยวกับเวลา
  • การเรียนคณิตศาสตร์คำนวณ
  • การควบคุมแขนและขาด้านขวา
สมองซีกขวา
  • ความคิดสร้างสรรค์
  • การรับรู้สิ่งที่เป็นมิติแบบต่างๆ เช่น รับรู้ความลึก
  • ความคิดทางด้านศิลปะ
  • ความสามารถในการจินตนาการต่างๆ
  • การมีอารมณ์ขัน
  • ความสามารถทางด้านดนตรี
  • การควบคุมแขนและขาด้านซ้าย


คราวนี้ เรามาว่าถึงเหตุผลว่าทำไมความฉลาดของเราถึงได้น้อยลง โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกเราคนไทยถูกตีกรอบไว้ในสี่เหลี่ยมเล็กๆกรอบนึง กรอบที่ว่านี้ถูกล้อมรอบโดยสิ่งต่างๆเช่น หลักสูตรการเรียนของประเทศไทย, คุณครูบางท่านที่ไม่ได้มาตรฐาน, โรงเรียนต่างๆ, การเอนทรานต์ หรือ สอบ Admission และ อื่นๆ เนื่องด้วยความไม่ได้มาตรฐานของสิ่งๆต่างสมองของคนเราจึงเหมือนถูกมัดด้วยโซ่เอาไว้ ไม่ให้มีความเจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็น และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เรียกว่า Axon ซึ่งเป็นเหมือนแขนขาที่จะทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลของ Neuron(เซลสมอง) แต่ละตัวก็จะหายไป ทำให้สมองไม่มีการพัฒนา และเป็นเหตุทำให้คนเราไม่ฉลาดนั่นเอง (เดี๋ยวผมจะนำบทความเกี่ยวกับการทำงานของNeuron(เซลสมอง) มาให้อ่านกันอีกที สำหรับท่านผู้ที่สนใจ)

แล้วเหตุผลอันใดที่เอามากล่าวว่า Axon เราจะหายไปเพราะกรอบสี่เหลี่ยมที่ครอบเอาไว้ คำตอบมีได้เยอะมาก แต่สิ่งที่ผมคิดว่าทุกๆคนสามารถเห็นได้ชัดเจนก็คือเรื่องการเรียนนั่นเอง ลองย้อนนึกกลับไปถึงอดีตขณะที่เราเป็นนักเรียนนักศึกษากันอยู่ บทเรียนต่างๆที่อยู่ในหนังสือเรียนนั้น มุ่งเน้นแต่จะให้คำจำกัดความของแต่ละคำ เช่น พืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นยังไง พืชใบเลี้ยงคู่เป็นยังไง แต่ไม่ได้มีกระบวนการที่จะทำให้เรานำไปคิดและเชื่อมต่อความสัมพันธ์ กับความรู้เดิมที่มีอยู่ หรือ สิ่งจริงๆที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นต้น เรา(นักเรียน)ก็ได้แต่ท่องจำเพื่อนำไปใช้กับการสอบเท่านั้น และ ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ และเมื่อขาดกระบวนการที่ว่านั้น สมองก็ไม่สามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า Axon และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่างๆในสมองได้

reference:
  • รูปภาพ ได้มาจากเวปไซต์ต่างๆผ่าน www.google.com -> image
  • http://en.wikipedia.org/wiki/Neurons

วันอังคารที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐

กระบวนการทางปัญญา


โดย...ศ. นพ. ประเวศ วะสี

  1. ฝึกสังเกต
    สังเกตในสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อ หรือในการทำงาน การฝึกสังเกตจะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศน์ และวิธีคิด สติ-สมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกตและสิ่งที่สังเกต
  2. ฝึกบันทึก
    เมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก โดยจะวาดรูปหรือบันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอ ละเอียดมากน้อยตามวัยและตามสถานการณ์ การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่ม
  3. ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุม
    เมื่อมีการทำงานกลุ่ม เราไปเรียนรู้อะไรมา บันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้เพื่อนหรือครูรู้เรื่องได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนำเสนอ การนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนาปัญญาทั้งของผู้นำเสนอและของกลุ่ม
  4. ฝึกการฟัง
    ถ้ารู้จักฟังคนอื่นก็จะทำให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่าเป็นพหูสูต บางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตนเอง หรือมีความฝังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้
    ฉันทะ สติ สมาธิ จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น
  5. ฝึกปุจฉา-วิสัชนา
    เมื่อมีการนำเสนอและการฟังแล้ว ฝึกปุจฉา-วิสัชนา หรือถาม-ตอบ ต้องเป็นการฝึกใช้เหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้น ๆ ถ้าเราฟังครูโดยไม่ถาม-ตอบ ก็จะไม่แจ่มแจ้ง
  6. ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม
    เวลาเรียนรู้อะไรไปแล้วเราต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่าสิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประยชน์ ทำอย่างไร จะสำเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการฝึกการตั้งคำถาม ถ้ากลุ่มช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ ก็จะอยากได้คำตอบ

  7. ฝึกการค้นหาคำตอบ
    เมื่อมีคำถามแล้วก็ควรไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ จากตำรา จากอินเตอร์เน็ต หรือไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญจะสนุก และทำให้ได้ความรู้มาก ต่างจากการท่องหนังสือโดยไม่มีคำถาม บางคำถามเมื่อค้นหาคำตอบ ทุกวิถีทางจนหมดแล้วก็ไม่พบ แต่คำถามยังอยู่ และมีความสำคัญ ต้องหาคำตอบอไปด้วยการวิจัย
  8. การวิจัย
    การวิจัยเพื่อหาคำตอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทุกระดับ การวิจัยจะทำให้ค้นพบความรู้ใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความภูมิใจ สนุก และมีประโยชน์มาก
  9. เชื่อมโยงบูรณาการ
    ให้เห็นความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง เมื่อเรียนรู้อะไรมาอย่าให้ความรู้นั้นแยกเป็นส่วน ๆ แต่ควรจะเชื่อมโยงเป็นบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมด ในความเป็นทั้งหมดจะมีความงาม และมีมิติอื่นผุดบังเกิดออกมาเหนือความเป็นส่วน ๆ และในความเป็นทั้งหมดนั้นมองให้เห็นตัวเอง เกิดการรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร จริยธรรมอยู่ที่ตรงนี้ คือการเรียนรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าการเรียนรู้อะไร ๆ ก็มีมิติทางจริยธรรมอยู่ในนั้นเสมอ มิติทางจริยธรรมอยู่ในความเป็นทั้งหมดนั่นเอง ต่างจากการเอาจริยธรรมไปเป็นวิชา ๆ หนึ่งแบบแยกส่วนแล้วก็ไม่ค่อยได้ผล ในการบูรณาการความรู้ที่เรียนรู้มาให้รู้ความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวอย่างนี้ จะนำไปสู่อิสระภาพและความสุขอันล้นเหลือ เพราะหลุดพ้น จากความบีบคั้นของความไม่รู้ การไตร่ตรองนี้จะโยงกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ว่าเพื่อลดตัวกู-ของกู และเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันจะช่วยกำกับให้การแสวงหาความรู้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว มิใช่เป็นไปเพื่อความกำเริบแห่งอหังการ-มมังการ และเพื่อรบกวนการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ
  10. ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ
    ถึงกระบวนการเรียนรู้และความรู้ใหม่ที่ได้มา การเรียบเรียงทางวิชาการเป็นการเรียบเรียงความคิดให้ประณีตขึ้น ทำให้ค้นคว้าหาหลักฐาน ที่มาที่อ้างอิงของความรู้ให้ถี่ถ้วนแม่นยำขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการจึงเป็นการพัฒนาปัญญาของตนเองอย่างสำคัญและเป็นประโยชน์ ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป